กระจกเทมเปอร์

ลักษณะผลิตภัณฑ์

กระจกนิรภัยเทมเปอร์(Tempered Glass) ผลิตจากการนำกระจกแผ่นธรรมดาเข้ากระบวนการแปรรูปให้เป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ โดยการแปรรูปเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์จะต้องเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนนำไปใช้งาน เพราะกระจกนิรภัยเทมเปอร์จะมีสภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งแผ่น กล่าวคือกระจกจะมีเส้นแรงล้อมรอบกระจกทั้งแผ่น ยกเว้นบริเวณขอบกระจกที่เส้นแรงจะไปไม่ถึง และมีแรงภายในเนื้อกระจกดันออกภายนอกอย่างสมดุลกับเส้นแรงที่ล้อมรอบกระจก ทำให้กระจกทนต่อการกระทำทั้งหลายต่อกระจก ทั้งแรงกด แรงกระแทก หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของความร้อนความเย็น กระจกจะแตกก็ต่อเมื่อเส้นแรงถูกทำลาย และเมื่อเส้นแรงถูกทำลาย แรงภายในจะทำให้กระจกแตกเป็นชิ้นเล็กๆทั้งแผ่น


กระบวนการผลิตกระจกนิรภัยเทมเปอร์ เริ่มด้วยการนำกระจกธรรมดาอบด้วยความร้อนจนมีความร้อนประมาณ 650ºC แล้วเป่าด้วยลมให้เย็นลงอย่างรวดเร็วทันที ผิวนอกของกระจกจะแข็งก่อนกระจกที่อยู่ภายใน ทำให้เกิดความแตกต่างของการเรียงตัวของโมเลกุลกระจก และเกิดความเครียดในเนื้อกระจก ผลของความเครียดนี้ทำให้เกิดเส้นแรงสองชนิด โดยชนิดแรกเป็นเส้นแรงที่ล้อมรอบกระจกทั้งแผ่น ชนิดที่สองเป็นแรงภายในเนื้อกระจกที่ดันออกภายนอก ทำให้กระจกมีคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว

กระจกที่สามารถนำมาผลิตเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์คือกระจกแผ่นเรียบเกือบทุกชนิดไม่ว่ากระจกนั้นจะผลิตด้วยกระบวนการเพลท(Plate Process) ชีท(Sheet Process) หรือโฟลท(Float Process) แต่กระจกนั้นต้องมีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่เหมาะสม เช่น ไม่มีส่วนประกอบของแร่เงินมากเกินไป เป็นต้น กระจกที่ผลิตจากกระบวนการดังกล่าวมีทั้ง กระจกใส(Clear Glass) กระจกใสพิเศษ(Super Clear Glass) กระจกทิ้น(Tinted Glass) เช่น กระจกสีชาอ่อน(Grey Tinted Glass) กระจกสีชาเข้ม(Dark Grey Tinted Glass) กระจกสีเขียว(Green Tinted Glass) กระจกสีบรอนซ์(Bronze Tinted Glass) กระจกสีฟ้า(Blue Tinted Glass) เป็นต้น สำหรับกระจกลวดลาย(Pattern Glass) หากมีด้านหนึ่งของกระจกเรียบพอที่จะไม่ทำอันตรายต่อลูกกลิ้งเซรามิคในเตาอบกระจกนิรภัยเทมเปอร์ ก็สามารถผลิตเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ได้เช่นกัน (เนื่องด้วยกระจกทั่วไปเกือบทั้งหมด ยกเว้นกระจกลวดลาย ผลิตด้วยกระบวนการโฟลท ดังน้นกระจกธรรมดาที่กล่าวถึงต่อไปนี้จะเป็นกระจกที่ผลิตด้วยกระบวนการโฟลทเป็นหลัก)


นอกจากนี้กระจกที่ผลิตด้วยกระบวนการดังกล่าวทุกชนิดสามารถนำมาเข้ากระบวนการต่างๆ เพื่อผลิตเป็นกระจกพิเศษอื่นๆ ซึ่งกระจกเหล่านี้มีทั้งที่สามารถนำมาผลิตเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ในภายหลังได้และไม่สามารถผลิตเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ภายหลังจากผ่านกระบวนการผลิตเป็นกระจกชนิดนั้นๆได้


กระจกที่สามารถเข้ากระบวนการผลิตเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ได้ในภายหลังได้ เช่น กระจกกัดกรด(Satin Glass) กระจกพ่นทราย(Sandblast Glass) กระจกเคลือบสีเซรามิค(Ceramic Coated Glass) เป็นต้น

สำหรับกระจกพิเศษเหล่านี้ คือ กระจกสะท้อนแสง(Reflective Glass) กระจก Low-E กระจกทำความสะอาดตัวเอง(Self Cleaning Glass) กระจกกันการเกาะของน้ำ(Hydrophobic Glass) กระจกลดการสะท้อนแสง(Aiti-Reflective Glass) มีทั้งที่สามารถเข้ากระบวนการผลิตเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ได้และไม่ได้ ให้ตรวจสอบกับผู้ผลิตก่อน


ส่วนกระจกต่อไปนี้ไม่สามารถผลิตเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ในภายหลังได้ คือ กระจกเงา(Mirror) กระจกเคลือบสีธรรมดา(Color Coated Glass) หากต้องการกระจกเหล่านี้เป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ ต้องทำให้กระจกเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ก่อนเข้ากระบวนการผลิตเป็นกระจกเงา หรือกระจกเคลือบสีธรรมดา


ลักษณะเด่น
  • 1. ลดการถ่ายเทความร้อนระหว่างภายในอาคารและภายนอกอาคาร ทำให้ประหยัดพลังงานเพราะเครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง

    2. เนื่องจากมีการใช้กระจก 2 แผ่นแยกจากกัน ความร้อนที่ดูดซับโดยกระจกแผ่นนอกจะต้องแผ่รังสีผ่านอากาศแห้งที่เป็นฉนวนกันความร้อน กระจกแผ่นในจึงจะรับความร้อนน้อย ทำให้คนที่นั่งใกล้กระจกยังรู้สึกสบาย ไม่รู้สึกถึงความร้อนจากการแผ่รังสีของกระจก

    3. ลดเสียงจากภายนอกอาคาร

    4. สามารถเพิ่มคุณสมบัติของกระจกให้ทนต่อการแตกด้วยความร้อน ด้วยแรงลม และด้วยแรงกระแทกได้ โดยการเลือกใช้กระจกที่นำมาเป็นองค์ประกอบของกระจกอินซูเลต


ลักษณะด้อย

  • 1. กระจกอินซูเลตมีความหนารวมมากเนื่องจากมีชั้นของอากาศ ทำให้การยกวางลำบาก มีน้ำหนักมาก

    2. เนื่องจากความหนาของกระจกอินซูเลต ร่องที่รับกระจกจำเป็นจะต้องกว้าง อลูมิเนียมที่ใช้ในงานติดตั้งทั่วไปไม่สามารถใช้ได้ ต้องใช้อลูมิเนียมร่องกว้างพิเศษ ซึ่งหาได้ยากในตลาดเมืองไทย และมีราคาแพง

    3. เนื่องจากกระจกอินซูเลต นำกระจกหลายชนิดมาประกอบกัน ทำให้กระจกมีราคาแพง


การนำไปใช้งาน

  • เมื่อเทียบกับกระจกทุกชนิดที่ใช้ทำผนัง กระจกอินซูเลตสามารถกันการถ่ายเทความร้อนได้ดีที่สุด จึงเหมาะที่จะใช้เป็นผนังกั้นระหว่างภายในอาคาร รวมถึงภายนอกอาคารในบริเวณที่ได้รับแสงอาทิตย์ตรงๆ นอกจากนี้ในอาคารที่มีการใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลาก็ควรใช้กระจกอินซูเลต เพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยสามารถช่วยลดขนาดและจำนวนของเครื่องปรับอากาศได้ ทำให้ประหยัดทั้งค่าเครื่องปรับอากาศและพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้


    กระจกอินซูเลตยังสามารถใช้เป็นประตูตู้เย็น ตู้แช่ เพราะสามารถกั้นการถ่ายเทความร้อนระหว่างภายในที่อาจต่ำถึง -18 องศาเซลเซียส กับบรรยากาศภายนอกที่อาจสูงถึง 40-45 องศาเซลเซียส การใช้กับตู้แช่ยังทำให้ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าก่อนเปิดตู้แช่ได้อีกด้วย


ขนาดและความหนา

  • ความหนาที่สามารถผลิตได้  คือ 4, 5, 6, 8, 10, 12, 15, 19 มิลลิเมตร

    ขนาดเล็กสุดที่สามารถผลิตได้ คือ 180 X 180 มิลลิเมตร หรือต้องมีเส้นทแยงมุมยาวกว่า 250 มิลลิเมตร

    ขนาดใหญ่สุดที่สามารถผลิตได้ คือ 2,800 X 6,000 มิลลิเมตร

    หมายเหตุ: กระจกบางขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ กรุณาสอบถามขนาดก่อนสั่งผลิต


ข้อควรระวังในการใช้งาน

  • 1. กระจกนิรภัยเทมเปอร์ไม่สามารถตัด เจาะ เจีย บาก ได้ หลังการผลิตเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์ ดังนั้นการวัดพื้นที่ จำเป็นต้องวัดอย่างระมัดระวัง และควรใช้หน่วยมิลลิเมตรในการวัดเพื่อความแม่นยำ การเผื่อหลวมจะช่วยให้การติดตั้งง่ายขึ้น แต่ต้องไม่หลวมจนกระจกหลุดจากคิ้ว

    2. ไม่ควรใช้กระจกนิรภัยเทมเปอร์เดี่ยวๆ เป็นหลังคา เป็นผนังภายนอกอาคารบริเวณชั้นสูงๆ เพราะหากกระจกแตก กระจกจะร่วงลงมาโดนคนที่อยู่ข้างใต้ได้

    3. ไม่ควรใช้กระจกนิรภัยเทมเปอร์เดี่ยวๆ เป็นพื้นอาคาร เป็นพื้นสำหรับเดิน หรือเป็นขั้นบันได เพราะหากกระจกแตก ผู้เดินอยู่จะพลัดตกลงมาได้ รวมทั้งอาจเกิดอันตรายต่อผู้อยู่ด้านล่างเช่นกัน

    4. ห้ามใช้กระจกนิรภัยเทมเปอร์ทดแทนกระจกกันไฟ เพราะกระจกนิรภัยเทมเปอร์ไม่สามารถกันไฟเพื่อความปลอดภัยต่อผู้อาศัย ตามข้อกำหนดของการกันไฟได้


    การตรวจสอบว่ากระจกเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์

    เนื่องด้วยกระจกนิรภัยเทมเปอร์ และกระจกธรรมดาแทบไม่มีข้อแตกต่างในการมอง การสังเกตคลื่นแยกได้ในกรณีวัตถุดิบเป็นกระจกโฟลท แต่ไม่สามารถแยกได้เมื่อวัตถุดิบเป็นกระจกเพลท และกระจกชีท จึงเป็นการยากที่ผู้ซื้อจะทราบได้ว่ากระจกที่ได้ไปเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์หรือไม่


    การตรวจสอบที่แน่นอนโดยทั่วไปคือการทุบให้กระจกแตก เพื่อดูว่ากระจกแตกเป็นเม็ดเล็กหรือไม่ แต่เราจะเสียกระจกแผ่นนั้นไป หากไม่ทุบกระจกอาจใช้กล้องเลเซอร์ชนิดพิเศษส่องดูความเครียดของกระจกว่าเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์หรือไม่ แต่กล้องดังกล่าวมีราคาแพง จึงมีไว้เพื่อการตรวจสอบภายในโรงงานเท่านั้น


    มีเครื่องมือธรรมดาที่สามารถหาได้ตามร้านขายเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ทั่วๆไปชนิดหนึ่ง อาจใช้ตรวจสอบว่ากระจกนั้นผ่านกระบวนการอบด้วยความร้อนหรือไม่ คือ ฟิล์มโพลาลอยด์ วิธีการตรวจสอบคือ นำฟิล์มโพลาลอยด์แผ่นหนึ่งวางที่กระจกด้านหลังบริเวณติดขอบกระจก(อาจมีส่วนหนึ่งของฟิล์มอยู่นอกกระจก) แล้วนำฟิล์มโพลาลอยด์อีกแผ่นวางด้านหน้ากระจก และมองผ่านไปยังฟิล์มโพลาลอยด์ด้านหลัง หากหมุนฟิล์มโพลาลอยด์ด้านหน้ากระจก จะเห็นกระจกจากความสว่างน้อยไปจนถึงไม่เห็นกระจกเลย(เพราะฟิล์มโพลาลอยด์ด้านหลังตัดคลื่นแสงออกไประนาบหนึ่ง แสงที่ผ่านมาได้จะโดนฟิล์มโพลาลอยด์ด้านหน้าตัดออกไปอีก หากระนาบของแสงที่โดนตัดออกเป็นระนาบที่ตั้งฉากกัน แสงจะไม่ผ่านมาเลย) ในขณะที่หมุนฟิล์มโพลาลอยด์จะเห็นเส้นสีดำออกน้ำตาลขนานกับขอบกระจก  กระจกบางจะมีเส้นขนานใกล้ขอบกระจกมากกว่ากระจกหนา สำหรับกระจกความหนาเดียวกันหากเส้นขนานนี้ใกล้ขอบกระจกมากกว่าแสดงว่ากระจกมีความเครียดมากกว่า แต่วิธีนี้ไม่สามารถบอกได้ว่ากระจกเป็นกระจกนิรภัยเทมเปอร์หรือกระจกฮีทสเตรงค์เท่น


ตัวอย่างผลงานการใช้งาน





28/10 หมู่ 1 ถ.สุวินทวงศ์ ต.คลองอุดมชลจร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา 24000
โทร : 089-780-0226, 081-422-8288
      แฟกซ์ : 033-590773, 033-590774

Social Media

       
สงวนลิขสิทธิ์ © 2019 อินเตอร์เทค สเปคเชียลตี้กลาส บจก.